แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ computer แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ computer แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิธีการตั้งค่าปิดคอมพิวเตอร์ยกเลิกปิดคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ (Auto Shutdown)

1.ไปที่ Start menu  search program and files  

2.พิมพ์คำสั่ง shutdown -s -t xxxx  (xxxx คือเวลาในหน่วยวินาทีครับ ในตัวอย่างผมต้องการสั่งปิดในอีก 1 ชม. ก็เป็น 60×60=3600 วินาทีครับ)

3.กด Enter จะขึ้นแจ้งเตือนว่าคอมพิวเตอร์กำลังนับถอยหลัง เมื่อถึงเวลา คอมพิวเตอร์ก็จะ Shutdown เองอัตโนมัติ


วิธีการตั้งค่ายกเลิกปิดคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ (Auto Shutdown)
ไปที่เดิมครับแต่เปลี่ยนคำสั่งเป็น shoutdown  –a  ครับ จะเป็นการยกเลิกคำสั่ง

 

วีดีโอสาธิตครับ

ผู้จัดทำ :


วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Window 10



                         หลังจากที่ microsoft ได้เปิดตัว window 10ขึ้นมาก็ได้ปรัปปรุงและแก้ไขส่วนต่างๆและปรับให้ใช้งานง่ายมากยิ่งขึ้น ความพิเศษใน window 10 ก็คือการที่ Windows 10 แผนที่จะให้มันรันได้บนทุกอุปกรณ์ ตั้งแต่หน้าจอขนาด 4 นิ้ว (สมาร์ทโฟน) ถึง 80 นิ้ว (ทีวี) และยังเปลี่ยน ปุ่ม start ให้ใช้การได้งานขึ้น โดยเปลี่ยนย้ายให้มาอยู่ตรงหน้า เพื่อใช้การเรียกโปรแกรมต่างๆอีกมากมาย เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกคนลองไปใช้ดูนะคะเผื่อจะทันสมัยกับเขาบ้าง


วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Microsoft surface Pro 3 น่าสนใจมั้ย!!

    Microsoft Surface Pro 3 แล็ปท็อปที่พกพาได้แบบแท็บเล็ต และสามารถแทนที่เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของคุณได้ แต่จะแทนแบบไหน แล้วจะให้ประสบการณ์ใช้งานอย่างไร ลองติดตามอ่านกันครับ...

    ตอนที่ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เปิดตัว Microsoft Surface RT มาเมื่อสองปีก่อน ผมก็เป็นคนนึงที่สอยมาลองเล่นตั้งแต่มันออกมาวันแรกๆ เลยล่ะครับ และจากที่ได้ลองเล่นแบบจริงจัง ก็เปรยๆ ออกมาผ่าน Social media ว่า “ถ้าจะให้น่าซื้อมาใช้จริงๆ ต้องรอประมาณรุ่นที่ 3 หรือรุ่นที่ 4 ล่ะ” และตอนนี้ รุ่นที่ 3 ของ Microsoft Surface ก็มาแล้ว นั่นคือ Microsoft Surface Pro 3 นั่นเอง และด้วยความเอื้อเฟื้อจากไมโครซอฟต์ประเทศไทย ผมก็เลยได้ Microsoft Surface Pro 3 รุ่นที่เป็น Core i5 แรม 8GB มี SSD ความจุ 256GB มาใช้ราวๆ สองสัปดาห์ครับ และ ณ ช่วงที่เขียนบล็อกนี้อยู่ก็ผ่านมาได้แล้ว 1 สัปดาห์ ก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนถึงให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันสักหน่อยครับว่าเจ้านี่ เป็นยังไงบ้าง
Microsoft Surface Pro 3 … Laptop ที่ไม่ได้มาพร้อมกับ Keyboard
สโลแกน ของ Microsoft Surface Pro 3 ที่ทาง Microsoft ให้มาก็คือ “The tablet that can replace your laptop” หรือแปลเป็นไทยก็คือ “แท็บเล็ตที่สามารถมาแทนเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของคุณได้” นั่นเอง และเพราะเหตุนั้นละมั้ง Microsoft เลยยังคงจงใจวางจำหน่าย Microsoft Surface Pro 3 แยกกับ Keyboard เหมือนเดิม และให้ Keyboard (งวดนี้เป็น Type cover) เป็นแค่อุปกรณ์เสริมมาในสนนราคา 4,490 บาท
ทว่าโดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว การจะใช้ Microsoft Surface Pro 3 (หรือรุ่นใดๆ ก่อนหน้า) ให้ได้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดจริงๆ จะต้องมี Keyboard ครับ จะเป็น Keyboard คอมพิวเตอร์แบบปกติก็ได้ เพียงแต่เวลาจะพกไปใช้งานนอกสถานที่มันจะพกลำบากเอาเรื่อง … สุดท้าย การเลือกซื้อ Keyboard cover ของ Microsoft จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า … และ Microsoft เดินเกมแตกต่างจาก Apple ที่ออกแบบตัวเครื่องให้มีชุดแม่เหล็กเอาไว้ใช้กับ Smart Cover ของตน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริม ทำพวก Wireless keyboard มาใช้งานแบบสองหน้าที่ คือ เป็นทั้ง Cover ก็ได้ เป็นทั้ง Keyboard ก็ได้ … แต่ Microsoft นั้น แทบไม่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมทำ Keyboard cover แจ่มๆ มาใช้คู่กับ Microsoft Surface Pro 3 เลย

ที่บอกว่า Microsoft Surface Pro 3 (และรุ่นก่อนหน้า) ควรมี Keyboard ถึงจะใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็เพราะว่า นอกเหนือจาก Modern UI ที่เป็น User Interface สำหรับการใช้งานในโหมดแท็บเล็ตแล้ว ระบบปฏิบัติการ Windows 8.1 มันก็ยังคงมีโหมด Desktop ให้ใช้ทำงานแบบระบบปฏิบัติการ Windows แบบเดิมๆ อยู่ด้วย ซึ่งการใช้นิ้วสัมผัสนั้นไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่ (จริงๆ คือ มันอำนวยความสะดวกบางส่วน แต่ในอีกหลายๆ ส่วน มันก็ไม่สะดวก) ฉะนั้น การมี Type cover ของ Microsoft ที่มีทั้ง Keyboard เต็มรูปแบบ และ TouchPad ใช้ควบคุมเมาส์เคอร์เซอร์ ก็จะทำให้เราใช้ประโยชน์จาก Microsoft Surface Pro 3 ได้มากที่สุดนั่นเอง
ฉะนั้น ถ้าเชื่อผมนะ หากใครอยากซื้อ Microsoft Surface Pro 3 และใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดละก็ ไม่ว่าคุณกำลังเล็งรุ่นไหนราคาเท่าไหร่อยู่ ขอให้บวก 4,490 บาทเอาไว้เสมอ เป็นค่า Type cover ครับ

สเปกของ Microsoft Surface Pro 3
Microsoft Surface Pro 3 มีให้เลือกกัน 5 รุ่นครับ แตกต่างกันที่ตัว CPU ที่ใช้ ปริมาณหน่วยความจำ และความจุของฮาร์ดดิสก์ (เป็น Solid state drive หรือ SSD) ส่วนที่เหลือก็จะเป็นสเปกเหมือนๆ กันครับ ดังนี้
• CPU: มีให้เลือก 3 แบบ คือ
• Intel 4th Gen Core i3-4020Y 1.5GHz + Intel HD Graphics HD4200
• Intel 4th Gen Core i5-4300U สูงสุด 2.5GHz + Intel HD Graphics HD4400
• Intel 4th Gen Core i7-4650U สูงสุด 3.3GHz + Intel HD Graphics HD5000
• หน้าจอแสดงผล: Clear Type Full HD Plus 12 นิ้ว อัตราส่วนการแสดงผล 3:2 ความละเอียด 2160×1440 พิกเซล
• หน่วยความจำ และความจุ SSD แตกต่างไปตามรุ่นดังนี้
• Core i3 หน่วยความจำ 4GB มี SSD ความจุ 64GB
• Core i5 หน่วยความจำ 4GB มี SSD ความจุ 128GB
• Core i5 หน่วยความจำ 8GB มี SSD ความจุ 256GB
• Core i7 หน่วยความจำ 8GB มี SSD ความจุ 256GB
• Core i7 หน่วยความจำ 8GB มี SSD ความจุ 512GB
• กล้องดิจิตอล: ด้านหน้า 5 ล้านพิกเซล ด้านหลัง 5 ล้านพิกเซล
• การเชื่อมต่อเครือข่าย:
• WiFi 802.11a/b/g/n/ac
• Bluetooth 4.0
• พอร์ตการเชื่อมต่อ:
• USB 3.0 1 พอร์ต
• MicroSD card reader
• ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
• Mini DisplayPOrt
• Cover Port
• ระบบปฏิบัติการ: Windows 8.1 Pro
• Dimensions: 292.1 มม. x 201.4 มม. x 9.1 มม.
• น้ำหนัก: 798 กรัม (1,093 กรัม เมื่อรวม Type cover)
• อื่นๆ: Surface Pen
พิจารณา จากแง่ของสเปกแล้ว เรียกว่าให้มาไม่ขี้เหร่เลย … ที่น่าสนใจคือ Microsoft เลือกให้มีรุ่น Core i3 ไว้สำหรับผู้ที่เริ่มใช้งาน เป็น Entry level ที่พยายามกดราคาให้ต่ำที่สุด แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม หากจะเลือกซื้อมาใช้จริงๆ ขอแนะนำให้เลือกเป็น Core i5 แรม 4GB ความจุ 128GB เป็นขั้นต่ำไว้ดีกว่าครับ

review

(ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/454316)



6 โปรแกรมอันตราย ที่ไม่ควรติดตั้ง

         มื่อไม่นานมานี้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีประกาศเตือนถึงประชาชน เรื่องโปรแกรมอันตรายที่ไม่ควรหามาติดตั้ง ซึ่ง   เป็นผลต่อยอดมาจากโปรแกรม Baidu IME ที่เป็นปัญหาไปเมื่อช่วงต้นปี 2014 โดย Baidu บริษัทโปรแกรมของจีน     ได้เข้ามาเปิดสาขาในญี่ปุ่นและได้ปล่อยใช้งานโปรแกรมและแอพฯ สำหรับคอมพิวเตอร์และมือถือซึ่งทางรัฐบาล    ญี่ปุ่นพบว่าโปแกรมเหล่านี้ มีการ Spy ข้อมูลการใช้งานของยูสเซอร์ และส่งไปยังกลุ่มเมฆเก็บข้อมูล ที่อยู่ในประเทศจีน อันเป็นการละเมิดสิทธิ เพราะข้อมูลที่ Baidu ทำการ Spy ได้นั้น ไม่ได้มีเฉพาะข้อมูลการใช้งาน แต่มันยังรู้ไปข้อมูลส่วนตัวและรหัสผ่านต่างๆของคนนั้นๆ และตอนนี้นอกเหนือจาก Baidu IME แล้ว ทางรัฐบาลญี่ปุ่นยังแจ้งเตือนประชาชน ถึง 6 โปรแกรมอันตราย ที่ไม่ควรติดตั้ง ทั้งในคอมพิวเตอร์และมือถือ เรามาดูกันว่ามีโปรแกรมอะไรบ้าง ส่วนมากก็มาจาก Baidu ทั้งนั้น

image

     1. Baidu PC faster ทุกรุ่น เชื่อว่าชาวคอมพิวเตอร์ทั้งหมดคงไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าโปรแกรมตัวนี้ในยุค นี้ มันคือ    โปรแกรมป้องกันไวรัสฟรี และยังช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานของคอมพิวเตอร์คุณด้วย ทว่ามันทำงานมากเกินไป    จากที่ควรจะเป็น มันจะแอบติดตั้งโปรแกรมที่เราไม่ต้องการ และยังลบโปรแกรมหรือรีจิสเตอร์ที่จำเป็นออก จนทำให้รี  จิสเตอร์และโปรแกรมอื่นๆในเครื่องรวน สุดท้ายก็ต้องลงวินโดว์ใหม่

image

     2.  Baidu Spark Browser โปรแกรมเล่นเน็ตของ Baidu ที่ยังคงแสบไม่แพ้โปรแกรมป้องกันไวรัส ถ้า  มองดูเฉพาะฟีเจอร์ของมันแล้วก็ดูน่าสนใจดี แต่อันตรายของมันก็ยังเหมือนเดิมครับ คือมันเป็น Spyware  ที่ดักของมูลการใช้งานของยูสเซอร์ส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ประเทศจีน
     3. Baidu pc app store โปรแกรมร้านรวมของสรรพสิ่งใน PC ทุกอย่างที่คุณต้องการ เพียงหาใน  โปรแกรมนี้ เพียงคุณบอกมันว่าอยากได้โปรแกรมอะไร มันก็จะค้นหามาให้คุณได้ แต่ในความสะดวกนั้น  คุณก็ต้องแลกกับการที่มันทำตัวเป็นมัลแวร์ เกาะติดคอยล้วงข้อมูลและแทกแซงเครื่องคุณอยู่ตลอดเวลา


image

     4. AppsHat คราวนี้ไม่ใช่ของ Baidu แล้ว มันเป็นโปรแกรมฟรีของ Somoto ที่ช่วยคุณหา android apps ที่ต้องการได้ง่ายขึ้น แต่มันเป็นไวรัสชนิด Adware ชนิดหนึ่งที่จะคอยส่งโฆษณาสุดน่ารำคาญมาให้คุณดูเรื่อยๆ แถมลบมันออกไม่ง่ายด้วยนะ

image

     5. Hao123 อันนี้แม้ไม่ใช่ชื่อ Baidu แต่มันก็เป็นของเครือ Baidu เหมือนกัน เจ้าตัวนี้จริงๆแล้วมันเป็นชื่อเว็บไซต์หนึ่ง ที่รวมลิงค์เว็บต่างๆเอาไว้ด้วยกันในเว็บเดียว เพื่อให้คุณท่องเว็บได้สะดวก เพียงเข้าหน้านี้ก็มีลิงค์เว็บต่างๆให้เลือกเยอะ แต่ก็เต็มไปด้วยโฆษณาจำนวนมาก และมันแอบแฝงเป็นไวรัสบังคับให้ตั้งหน้าเว็บมันเป็นโฮมเพจ ในโปรแกรมเล่นเน็ตของเราด้วยนะ แน่นอนว่าลบออกยากด้วย
image

     6. 555..in.th เว็บรวมสารพัดลิงค์ ที่คล้ายๆกับ Hao123 แต่อันนี้ของไทยเราเอง มันเป็นไวรัสตัวหนึ่งที่จะ  มาบังคับใช้เราตั้งมันเป็นหน้าแรกโฮมเพจของ โปรแกรมเล่นเน็ตที่เราใช้ และสร้างความรำคาญให้เรามาก  หากเราไม่ต้องการจะใช้มัน แถมยังลบออกยากด้วยเช่นกัน สรุปสาเหตุที่ญี่ปุ่นแบนโปรแกรมดังกล่าวนี้ ก็  เพราะมันทำงานเหมือนเป็นไวรัสที่ละเมิดสิทธิ์ของผู้ใช้นั่นเอง ซึ่งมีหลายลักษณะ ทั้ง Malware, Adware,  Spyware ก็แนะนำว่าไม่ควรหาโปรแกรมเหล่านี้มาใช้กันจะดีกว่าครับ เพราะมันอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรา  โดนแฮกข้อมูลได้นะ ตามรายงานที่ว่าไทยเป็นประเทศที่โดนแฮกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก เพราะมีคนใช้  โปรแกรมเหล่านี้อยู่ถึงสามล้านคน




หน้าเว็บ